rgb72 Blog, Technology, Internet Marketing, Hardware, Software, and Web Design Reviews
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ design แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ design แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒

ลอก, เหมือน, หรือ บังเอิญ

พอดีว่าไปเห็นความเหมือนของ brand ทั้งสองคู่นี้มา เลยเก็บเอามาให้ดู..


วันจันทร์ที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒

Martha Stewart Living Thailand





Martha Stewart เป็นอีกหนึ่ง brand ที่ผมใส่ใจและติดตามงานของเค้าอยู่เสมอๆ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะความที่ผมเองเคยเป็นหนึ่งในทีมงานของเธอมาก่อน สมัยอยู่อเมริกา (ขอโม้ซักหน่อย)

ก่อนที่จะได้ไปทำงานกับ Martha นั้น ต้องบอกว่าผมแทบจะไม่รู้จักเธอซักเท่าไร่เลย รู้แต่ว่าเธอเป็นคนมีชื่อเสียง แล้วเป็น celeb สำหรับผู้หญิงกลุ่มแม่บ้าน

เมื่อได้มาทำงานแล้ว พบว่า ทีมงานของ Martha Stewart นั้นเต็มไปด้วยความ creative และความใส่ใจในงานที่สร้างสรรค์ออกมา ยกตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งที่ผมเดินหลงๆ แล้วไปพบกับทีมงานกลุ่มหนึ่ง กำลังทำงานกับกองเศษสิ่งของต่างๆที่เหลือใช้ ขอเพียงแค่มีกลิ่นเท่านั้น มันก็จะดูเป็นกองขยะดีดีนี่เอง

ผมเห็นเค้าหยิบเลือกสิ่งของจากกองขยะนั้น แล้วก็พยายามเอามาประกอบกัน เลือกแล้วเลือกอีก ผมจึงเข้าไปถามว่าทำอะไร คนที่ทำงานอยู่เค้าบอกว่า "กำลังค้นคว้าทำของใช้จากสิ่งที่เหลือใช้" เพื่อนำไปลงใน magazine

เจ๋งดี เห็นแล้วรู้สึกว่า เค้ามีทีมงานที่คอยสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ แม้กระทั่งจากของเหลือใช้ โดยใช้ idea ของตัวเอง idea ที่เป็น original

นอกจากนี้สิ่งที่ผมติดตามมาตลอดก็คือเรื่องของงาน ออกแบบ ที่ทุกครั้งไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของ magazine หรือหนังสือ ก็จะทำออกมาได้สวยมากๆ

วันนี้ไปร้านหนังสือ พบ magazine ของ Martha Stewart Living แต่ว่าเป็นฉบับภาษาไทย

ว้าวววว.. เล่มแรก ที่เป็นภาษาไทย เห็นแล้วอดไม่ได้ที่จะต้องซื้อมาเพื่อดูว่า ด้านในยังจะคงไว้ซึ่งความสวยงามใน design โดยมีภาษาไทยเป็นหลักได้อย่างดีอยู่หรือไม่

จะไม่ขออธิบายอะไรมากนะครับ แค่จะบอกว่า ยังคงความสวยงามไว้ได้ดีเหมือนเดิม ดูน่าอ่าน คง style ความเป็น Martha ได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน ..

Magazine version ภาษาไทยฉบับแรกนี้ เค้าได้มีแถมหนังสือเล่มเล็กๆมาด้วยอีกเล่มหนึ่ง ชื่อว่า "10 things everyone should know" มาด้วย ซึ่งออกแบบได้ดูดีน่ารักจริงๆ

ดูจากสีหน้าปก ที่ปูพื้นด้วยสีฟ้า บวกกับ pattern รูปวงกลม ดูแล้วสวยดี

แต่พอได้มองเข้าไปดูใกล้ๆพบว่า..

ไอ้ Pattern วงกลมที่ว่านี้ เป็น pattern ที่สร้างขึ้นเอง เขียนว่า Martha Stewart ซ้อนกันสองวง วงละสี

สวยดี



ลองดูครับ

เพิ่งซื้อมายังไม่ได้ลองอ่านอย่างละเอียดเท่าไร่ แค่ได้เปิดๆดูคร่าวๆ ก็ตื่นเต้นจนอยากจะเขียน อยากจะเอารูปมาให้ได้ดูกันที่นี่ คิดเห็นอย่างไร ลองดูละกันนะครับ

Martha Stewart อีก brand หนึ่งที่น่าจับตามองครับ










วันอาทิตย์ที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๒

รู้จัก TED



วันนี้จะแนะนำให้รู้จักกับเว็บไซต์หนึ่งที่มีชื่อว่า TED.com

TED ย่อมาจากคำว่า Technology, Entertainment, Design เป้นสถานที่ที่ใครก็ได้ที่อยากจะพูดอยากจะบอกอะไรเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองได้ค้นพบ โดยที่ผ่านมาได้มีการจัดเป็นงาน conference เพื่อให้คนที่มีความรู้ได้เข้ามาพูด และคนที่ต้องการได้ความรู้ก็เข้ามาฟัง

ที่เว็บไซต์นี้จะมีการนำวิดีโอในงาน conference ที่ได้บันทึกไว้มาเผยแพร่ โดยมีการจัดเป็น categories เอาไว้ให้สามารถค้นหาได้ง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม technology, entertainment, design, business, science, culture, arts และอื่นๆอีกมากมาย หรือเราจะค้นหาดูจากชื่อของคนพูดก็ได้

นอกจากนี้ยังมีการให้บริการด้านภาษาเพิ่มเข้ามาด้วย ในกรณีที่บางคนฟังไม่รู้เรื่อง สามารถเปิด sub ได้ อย่างไรก็ตาม sub ภาษาไทยในนี้มีไม่มากนัก ซึ่งสามารถเลือกดูได้จากเมนูที่เขียนว่า "Translations" จากนั้นก็สามารถเลือกดูภาษาไทยได้

เว็บนี้ให้ความรู้ต่างๆมากมาย ดังตัวอย่างที่จะ cap มาให้ดูนี้ เป็นตัวอย่างของนาย Johny Lee ที่เปลี่ยน remote ของเครื่อง Wii ให้กลายเป็น digital whiteboard



หรืออีกตัวอย่างหนึ่งคือ งานของกลุ่มนศ. MIT ที่คิด computer ที่เค้าเรียกกันว่า Six Sense... จะเป็นยังงัยลองดูกันได้ครับ

Banner แรงๆ ของ iPod Touch บนเว็บ wired.com

เมื่อ Apple ส่ง Banner มา take over เว็บไซต์ใหญ่อย่าง wired.com ลองดูว่าเป็นอย่างไรบ้าง

CNN Redesign (2009)

เมื่อมีเหตุให้ต้องทำการ research อย่างหนัก เนื่องจากต้องไปพูดเรื่อง new web tech ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ทำให้บังเอิญได้ไปพบกับข่าวการ update ของเว็บไซต์ brand ที่ชอบมาก นั่นคือ CNN

หากยังไม่ลืม blog72 เคย review CNN.com ใน version ที่แล้วเมื่อครั้งที่เพิ่งจะเปลี่ยนโฉม และคราวนี้ CNN ได้เปลี่ยนโฉมอีกครั้ง


หน้า Homepage

จริงๆตามกำหนดแจ้งว่า website จะขึ้นวันจันทร์ที่ 26 ตุลาคมนี้ แต่ดูเหมือนว่าเว็บจะขึ้นก่อนกำหนด ซึ่งเหมือนครั้งที่แล้ว ที่ทำเป็น beta version แต่ว่าไม่นานก็ถูกย้ายออกมาเป็นของจริงก่อนกำหนด (ไม่เหมือนงานในเมืองไทยของเรา ที่มี deadline ไว้ให้เร่งๆๆๆงาน แล้วก็ยัง late อยู่) อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ที่เข้าได้ก็เหมือนว่ายัง update ไม่หมด พอเข้าไปในบาง section ก็ยังคงเป็น layout เก่าอยู่

เอาล่ะมาเข้าเรื่องของเว็บ CNN.com แต่คราวนี้จะแปลจาก readwriteweb.com ในหน้า http://www.readwriteweb.com/archives/cnn_redesigns_its_homepage.php

CNN ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ติดอันดับหนึ่งใน 25 ของเว็บไซต์ยอดนิยมในอเมริกได้ทำการปรับโฉมใหม่ โดยหน้าเว็บนั้นได้ถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก เริ่มจากด้านซ้ายเป็น hightlight breaking news stories ข่าวเด่นๆในรอบวัน ส่วนตรงกลางจะเป็นข่าวที่เก่ากว่า และมี section เด่น (hightlight section) และสำหรับทางด้านขวา จะเป็นพวกข้อมูลที่ user สามารถจัดการปรับแต่งเอาเองได้ (customizable) และมีพวก local weather report กับผลการแข่งขันกีฬาต่างๆ

ปัจจุบันเว็บไซต์ CNN.com ได้รับความนิยมมาก โดยมี page views ประมาณ 1.7พันล้านครั้ง และจำนวนคนดูวิดีโอก็มีมากถึง 100ล้านครั้งต่อเดือนอีกด้วยโดยรวมๆแล้ว ตั้งแต่เว็บไซต์ของ CNN เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 1996 ได้ถูกเรียกใช้มาแล้วถึง 120,000 ล้านครั้ง!!

จากการแถลงข่าวของ CNN ทาง CNN เองได้ทำการศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วนมากๆในการพัฒนาเว็บไซต์ใน version ใหม่นี้ ทำให้เว็บไซต์นี้จำเป็นต้องพัฒนาด้านการให้ข้อมูลข่าวสารที่มากขึ้น ประกอบกับการทำระบบ navigation system ให้สามารถเข้าถึงหน้าต่างๆ ภายในเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย


Section Video

นอกจากนี้ทาง CNN จะพยายามนำเอา content ที่เป็นสื่อใน TV ของตัวเองมาประสานกันกับ content ที่มีอยู่ในเว็บไซต์ ทำให้การนำเสนอข้อมูลจะเป็นในรูปแบบ 50% 50% ระหว่าง content แบบ text และ video และจากการศึกษาก็พบว่า user ของ CNN นั้นดูทั่ง video แล้วก็อ่านข่าวที่เป็น text ด้วย ดังนั้นการประสานข้อมูลในลักษณะนี้ถือว่าเป็นการพัฒนาที่ฉลาดมาก ยังไม่หมดเท่านี้ ในส่วนของ video CNN ได้ทำการประกาศการเป็น partner กับ TED และจะนำ TED video มายังผู้ชมในกลุ่มของ CNN ได้ดู ทำยังให้ TED เป็นที่รู้จักมากขึ้นอีกด้วย

และเมื่อไม่นานมานี้ CNN ก็เพิ่งจะ launch เว็บที่ชื่อว่า CNN GO ซึ่งเน้นไปที่ข้อมูลทางฝั่งเอเชียเรานี่ ส่วน design layout ก็จัดรูปแบบเหมือน magazine

ในส่วนของคู่แข่ง ทาง readwriteweb.com ได้ข่าวว่า ทาง MSNBC อาจจะมีการเปลี่ยนแปลง update เว็บไซต์ตัวเองเช่นกัน จะเป็นอย่างไรคงต้องติดตามดูกันต่อไป


หน้า Search Result นี่ layout เหมือน Google เลย

วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๒

Apple.com new key visual design for itunes9



เว็บไซต์ Apple เป็นเว็บหนึ่งที่มักจะติดตามมาโดยตลอด เพื่อ update ข่าวสารใหม่ๆ รวมไปถึงการได้นั่งดู design ที่ clean แต่ดูดีและ web usability ที่ทำได้ดีในหลายๆครั้ง

แต่วันนี้เข้ามาแล้วเห็นหน้าเแรกของ Apple แล้วตกใจ ไม่ใช่เพราะโปรแกรม itunes 9 ที่เพิ่งจะเปิดตัวเมื่อคืน แต่ว่าเป็นเพราะ design ของ key visual ตัวใหญ่ตัวนี้ที่ออกแบบมาเป็นมุมคล้ายๆ bird eyes view คือการมองจากด้านบนลงมา

รู้สึกเหวอ แปลกๆ แต่ว่าตื่นเต้นดี

เพราะโดยปกติแล้ว เว็บไซต์ของ Apple ในหน้าแรก และส่วนที่เป็น key visual นี้ .. Apple จะทำ design ที่เรียบๆ เห็นหน้า product ตรงๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปของ iphone ในลักษณะหน้าตรง หรือตัวเสือ snow leopard ก็เป็นภาพหน้าตรง แต่คราวนี้เป็นภาพจากมุมสูง



Key visual ในแบบหน้าตรงที่ Apple ชอบทำทุกที

เห็นแล้วแปลกตาดี เลยอยากให้ได้ลองสังเกตุดูกันบ้างครับ

วันอังคารที่ ๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๒

Design จาก magazine ญี่ปุ่น



ปกติเวลาไปที่ไหนที่มีหนังสือ magazine แปลกให้อ่าน ผมก็จะหยิบมาอ่าน เวลาเราได้ดูหนังสือจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะอ่านออกหรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งที่เราได้คือการได้รับรู้เรื่องศิลปะและวัฒนธรรมของเค้าจริงๆ

บางครั้งเวลาไปเที่ยวต่างจังหวัด เจอ cable ท้องถิ่น ผมก็เปิดดู หลายครั้งที่ได้ดูอะไรแปลกๆ เช่น ละครของประเทศแถบตะวันออกกลางเป็นต้น

วันนี้บังเอิญได้ไปหยิบ magazine ญี่ปุ่นขึ้นมาเล่มหนึ่งก็ลองเปิดอ่านดู หลังจากการเปิดอ่านที่ผิดแปลกจากชาวบ้านคือขวาไปซ้ายได้สามสี่หน้ากระดาษ ก็ได้เจอโฆษณาขึ้นนี้

โฆษณาของบุหรี่ยี่ห้อหนึ่ง ทีแรกเห็นรูปคิดว่าผู้ชายคนนี้ถือไฟฉายขนาดเล็กอยู่หรืออะไรซักอย่าง แต่ที่แท้ พอมองใกล้ๆกลับเป็นบุหรี่หนึ่งตัว อารมณ์ประมาณว่า เล็งใส่หัวแล้วมีแสง พร้อมน้ำที่พุ่งกระจายเข้าสู่หน้าผู้เสพ นอกจากนี้ยังมีใบมิ้นท์ (คิดว่านะ) แสดงให้เห็นว่านอกจากจะสดชื่นแล้วยังกลิ่นหอมอีกด้วย



โฆษณาตัวนี้เป็นโฆษณาสองหน้า ที่เห็นแล้วแปลกตา สวยดี อาจจะเป็นเพราะว่าประเทศเราไม่อนุญาติให้โฆษณาอะไรแบบนี้ เราเลยไม่ค่อยได้เห็นกัน (เห็นอันหลังสุดที่เก่ามากๆคือ โฆษณา Marboro ที่เป็นรูปคนขี่ม้ากันเยอะๆ) เลยหยิบเอามาฝากกัน

เปิดไปได้อีก 2 หน้า เจอ graphic ภาพประกอบตัวอักษร เดาว่าน่าจะพูดถึงเรื่องของลำใส้ สิ่งสกปรกที่เกาะอยู่ในลำใส้ประมาณนั้นมั้ง แต่การนำ graphic มาแทรกใน content ได้อย่างลงตัว สีสันสวยงามน่าอ่าน ทำให้เรื่องเชิงสุขศึกษาแบบนี้ดูน่าสนใจเอามากๆ



นอกจากนี้พอเปิดอ่านมาเรื่อยๆถึงหน้าสุดท้าย พูดตรงๆไม่รู้ว่ารูปที่เห็นคือส่วนไหนของร่างกาย แต่ว่านอกจากก้อนแดงๆ (ไม่รู้ว่าอะไร) จะมากองอยู่ที่ด้านล่างแล้ว ยังมีตัวอักษรเยอะแยะมากมายไหลมากองด้วย แม้กระทั่ง headline ทางด้านขวา ก็ยังไม่วายจะไหลตามลงไปด้วยอีก ดูแล้วสนุกดี

วันพฤหัสบดีที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๒

มาดู Yahoo! หน้าตาใหม่กัน


(เว็บไซต์ Yahoo! หน้าตาใหม่)


(หากเข้า Yahoo! ตอนนี้จะเจอหน้านี้ ซึ่งมี option ให้เราเลือกด้านบนเพื่อทดลอง version ใหม่)

เว็บไซต์ใหม่ของ Yahoo! ทำการเปิดตัวแบบทดลองให้ผู้คนได้ใช้แล้วเมื่อวานนี้ ซึ่งหลังจากที่ทราบข่าวจาก facebook ของคุณพี่ป้องเมื่อ 2 วันก่อน เลยต้องขอเข้าไปทดลองใช้ให้เห็นกับตาซะหน่อย

2 วันก่อนหน้าที่ได้อ่านข้อมูลจากเว็บไซต์ All Things Digital ซึ่งได้มีการ preview วิเคราะห์และมีการ cap หน้าจอมาให้ดูกันก่อนหน้าที่เว็บจริงจะขึ้นหนึ่งวัน ซึ่งบอกตรงๆว่าพออ่านแล้วดูรูป ก็ดูไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่เมื่อวานพอได้สัมผัสเว็บจริงตัวจริงแล้ว พบว่า...

การออกแบบของเว็บใหม่นั้นดูดีสะอาดตา ยกเลิกการใช้การไล่สีสำหรับ Background ในส่วนของ header ที่แต่ก่อนมีไว้ให้รู้สึกว่ามีความนูนนั้นออกไป ทำให้ดูแล้วไม่หนัก ดูโล่ง สามารถอ่าน content ได้ชัดเจนมากขึ้น มีการใช้สีหลักของ Yahoo! เข้ามา แต่ก็ไม่ได้มากนัก คงน่าจะเป็นเพราะความไม่ชอบส่วนตัวของ CEO Yahoo! Carol Bartz คนนี้ก็ได้

เว็บใหม่นั้นมี features หลายอย่างเพิ่มขึ้นมา แต่ที่เห็นหลักๆเลยก็คือแถบทางด้านข้างซ้ายมือ ซึ่งเป็นที่สำหรับรวม App และ Widget ต่างๆ ให้เราสามารถ access เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของเราได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นอีเมล์ ดูดวง เล่นเกม หรือแม้กระทั่ง facebook นอกไปจากนี้ ยังสามารถ add Widget ใหม่เพิ่มเข้ามาได้ด้วย จากการกดปุ่ม "Add" แล้วเลือกจาก List ที่ทาง Yahoo! มีให้อยู่แล้ว หรือว่าถ้าอยากจะ add website ที่เราเข้าบ่อยๆเอง ก็ไม่มีปัญหาอะไร ทั้งนี้ทั้งนั้นสามารถ add ได้มากสุดถึง 36 ตัวเลยทีเดียว


(การใช้แถบเมนูด้านข้าง เมื่อ mouseover ที่ icon Facebook)


(ความสามารถในการ add Apps เพิ่มเข้าไปในแถบเมนูได้)

การใช้งานเมนูด้านข้างนั้นง่ายมาก เพียงแค่เอา mouse ไป over ก็จะมีข้อมูลปรากฎขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จากการใช้งานด้วย firefox 3.5 แล้วพบว่าการทำงานของตัวเมนูนั้น เร็วมาก ไม่ได้มีความรู้สึกว่า browser หรือเครื่องต้องทำงานหนักแต่อย่างใด

อีกส่วนหนึ่งที่น่าสนใจคือความสามารถในการ Update Status ที่เป็น short message เหมือน Facebook และ Twitter แต่ว่าหากเราต้องการที่จะ update Twitter ของเราเองนั้น ไม่สามารถทำได้จากตรงนี้ หรือแถบเมนูทางด้านข้าง ซึ่งแม้กระทั่งเว็บ All things digital ก็ยังได้พูดถึงว่า "เป็นเรื่องที่ผิดคาดที่เราไม่สามารถ update twitter ของเราได้จากเมนูด้านข้างเหล่านี้" (no ability to update status to the popular microblogging service Twitter on this part of the homepage).

เท่าที่ดูเหมือนว่า ทาง Yahoo! พยายามที่จะ set ให้หน้า Homepage ของตัวเองเป็นเหมือน center ของทุกอย่าง ให้สิ่งต่างๆที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน รวมกันไว้ในที่เดียว เพื่อให้ง่ายในการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ โดยไม่ต้องไปหลายๆเว็บไซต์

การ update หน้า Homepage ของ Yahoo! นั้นเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก แต่ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนาน ทำให้หน้า Homepage นั้นมีหลาย version อยู่ (สามารถย้อนกลับไปดู version ก่อนๆ ได้จาก http://kara.allthingsd.com/20090720/yahoo-home-pages-over-the-last-15-years-the-good-the-bad-and-the-ugly-really-ugly/ ซึ่งการ update แต่ละครั้งนั้น ทาง Yahoo! ต้องคิดให้ดีเพราะการเปลี่ยนแปลงครั้งหนึ่งจะมีผลต่อ unique visitor ที่เข้ามาเป็นจำนวนมากถึง 330ล้าน Unique Visitor ต่อเดือนเลยทีเดียว

วันจันทร์ที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๒

มาดู Poster "Harry Potter and the Half-Blood Prince" กับการออกแบบที่แปลกตา



วันก่อนขับรถผ่าน billboard อันใหญ่เบ้งอันหนึ่ง มองขึ้นไปพบว่าเป็น billboard โฆษณาภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ตอนใหม่เรื่อง Harry Potter and the Half-Blood Prince

มองขึ้นไปแว่บเดียวจริงๆ เพราะว่ากำลังขับรถอยู่แต่ก็รู้ว่า หนังเรื่องนี้กำลังเข้าฉายอยู่หรือกำลังจะฉายหรืออะไรไม่แน่ใจ รู้แต่ว่ามาแล้วแน่ๆ

ยังไม่ทันพ้นสี่แยก ไฟแดงปรากฎ ทำให้ผมต้องจอดรถ และโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็ได้มองเห็น billboard อันนี้ผ่านทางกระจกข้างอีกรอบ จึงได้พบสิ่งที่น่าสนใจมากๆเกี่ยวกับ billboard ของหนังเรื่องนี้

Billboard ของภาพยนตร์เรื่องนี้มีภาพของพระเอกนางเอก เพื่อนพระเอก และพ่อมดปรากฎอย่างเด่นชัด โดยใช้สีโทนน้ำเงินเข้ม พร้อมกับมีตัวอักษรชื่อเรื่องอยู่ทางด้านหลัง

สิ่งที่สังเกตได้ที่ว่าน่าสนใจก็คือ billboard และ poster ของ ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่มีตัวอักษรที่เขียนว่า Harry Potter ได้อย่างชัดเจนเลย มันน่าสนใจตรงที่ว่า แม้ว่าจะไม่มีตัวอักษรที่เขียนชื่อเรื่องว่า Harry Potter แต่เราก็รู้ว่าเป็นเรื่อง Harry Potter

อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ก็คือ ความกล้าของตัว designer ที่ออกแบบ poster นี้ ซึ่งการทำแบบนี้เป็นสิ่งที่กล้ามากที่จะไม่บอกชื่อของสิ่งที่เราต้องการนำเสนอให้ลูกค้าได้เห็นอย่างชัดเจน

เป็นลูกค้าเมืองไทยเราอาจจะไม่ผ่านตั้งแต่นำเสนอ

และนี่แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกลักษณ์ของ Harry Potter ที่ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอด้วยตัวพระเอก หรือแม้กระทั่งการที่ให้คนดูได้เห็นแค่เครื่องหมายฟ้าผ่า ติ่งเดียวของ logo ก็ทำให้เรารู้ได้โดยไม่ต้องอ่าน เป็นการสื่อสารที่รวดเร็วไปอีกแบบ

ยังไม่จบเท่านี้ ด้วยการที่ layout ของตัวอักษรนั้นเอียง ทำให้ทุกๆอย่างเอียงด้วย แม้กระทั่ง credit ที่อยู่ทางด้านล่าง ทีแรกผมเองก็ตกใจ คิดว่าจะตัดบางส่วนของ credit ออกไปด้วย!! (คิดว่าจะติสซะขนาดนั้น) แต่เปล่าครับ credits นั้นจบ ณ ขอบของ billboard หรือ poster.

ตอนที่ผมเห็นนั้น คำว่า Harry Potter สะกดเป็นภาษาไทย แต่จะมาหารูปใน web เป็นตัวอย่างให้ดูมันหาไม่ได้ง่ายนัก เลยเอาของภาษาอังกฤษมาแทน

แต่ระหว่าง search นั้นก็ไม่วายเจอ version ภาษาเกาหลี ทำให้รู้ว่า คงจะต้องวุ่นวายเปลี่ยนกันทุกประเทศทั่วโลก แล้วก็เลยติดเอามา post ลงให้ดูใน blog นี้ด้วย


วันอาทิตย์ที่ ๑๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๒

Rebranding โรงพยาบาล


เมื่อไม่นานมานี้ได้มีการ rebrand เกิดขึ้นในกลุ่มของโรงพยาบาล จริงๆต้องบอกว่า ช่วงหลังนี้ โรงพยาบาลหลายๆที่ก็พยายามพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นมาก เห็นได้ชัดจากโรงพยาบาลกรุงเทพ ที่มีการสร้างตึกใหม่ขึ้นมาอีก 2-3 ตึก (ไม่แน่ใจ) โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ที่มีการสร้างตึกเพิ่มอีกหนึ่งตึก และพยายาม upgrade ความเป็น premium ของตนให้มากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งยังยิงโฆษณาทาง TV โดยใช้แคมเปญว่า "ไม่ประนีประนอม" (ในความหมายคือ ไม่ประนีประนอมกับการรักษาโรค กับการดูแลเอาใจใส่ ..​แต่เท่าที่ดูเหมือนว่า เค้าก็จะไม่ประนีประนอมเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาด้วยเช่นกัน -_-")

นอกจากนี้ยังมีโรงพยาบาลที่มีการ rebrand นอกเหนือจากการสร้างตึกใหม่ ทั้งนี้เพื่อลบภาพลักษณ์ของความเป็นโรงพยาบาลเก่าๆ น่ากลัวๆ ออก แล้วเพิ่มความทันสมัย modern เข้ามาอีก เท่าที่เห็นก็มีเช่น โรงพยาบาลพญาไท โรงพยาบาลเปาโลเมมโมเรียล และโรงพยาบาลยันฮี

กล่าวมาตั้งนาน จริงๆแล้วตั้งใจอยากจะบอกว่า จากการปรับปรุงตัวโรงพยาบาลที่เห็นมาในช่วง 1-2 ปีนี้ โรงพยาบาลที่ทำให้ผมประทับใจมากก็คือโรงพยาบาลยันฮี การ rebrand ของโรงพยาบาลยันฮี คือการปรับ Logo ใหม่ ซึ่งผมเผอิญได้ไปเห็นมาเมื่อไม่นานมานี้บนถุงยาที่วางอยู่ในบ้าน

เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า โรงพยาบาลยันฮีนั้นเด่นดังในเรื่องอะไร Logo ที่ทางโรงพยาบาลทำออกมาใหม่นั้น เป็นรูปคล้ายเครื่องหมายบวกเหมือนทั่วไป แต่หากมี graphic ที่เป็นรูปเหมือนประกายแสงที่เราเห็นจากหนังสือการ์ตูน

เห็นแล้วชอบเลย เพราะว่าดูแล้วชัดเจนมาก สื่อสารได้ตรงจุดตรงประเด็น และที่สำคัญยังได้ในเรื่องของการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ด้วย

วันอาทิตย์ที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒

Chris Bangle - Behind BMW Design



Designer คนหนึ่งที่ผมติดตามผลงานและชื่นชอบมานานก็คือ Chris Bangle หัวหน้าทีม design ของ BMW รถยนต์ยี่ห้อเท่ห์

แต่ว่าเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Chris Bangle ได้ขอสละตำแหน่งนี้ให้กับ designer มือขวาของเค้าชื่อ Adrian Van Hooydonk

ก่อนอื่นต้องขอเล่าประวัติย้อนกันแบบคร่าวๆให้ได้รู้จักกันก่อนนะครับ คุณ Chris Bangle นี่เป็นคนออกแบบรถ BMW ในช่วงหลังๆมานี้ เริ่มตั้งแต่ตัว Series 7 ที่ออกมาในปี 2001 ซึ่งจากที่เราได้ติดตามรถยนต์ BMW แล้วจะเห็นว่า รุ่นที่ออกมาช่วงหลังๆนี่ หน้าตาจะค่อนข้างฉีกออกไปจากรุ่นช่วงก่อนปี 2000 เอาซะมากๆ

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้งานของ Chris Bangle ที่ออกมานั้น ถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานตัวแรกที่ได้พูดถึงก่อนหน้านี้ Series 7 ที่มีท้ายแบบเหลี่ยมซะมากๆ จนบางคนเรียกว่า "Bangle Butt" หรือบั้นท้ายของ Bangle หรืออย่าง Z4 Roadster ที่มีเสียงวิจารณ์ไม่น้อยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ชอบงานที่แปลกแหวกแนวของ Chris Bangle ทำให้มีการถกเถียงไม่น้อยอีกเช่นกัน

ถึงแม้จะบอกว่า งานของ Chris นั้นไม่สวย แต่ว่ารถยนต์ BMW ที่เค้าออกแบบนั้น สร้างความน่าสนใจให้กับ designer รถยนต์ยี่ห้ออื่นไม่น้อยเช่นกัน

จากเว็บไซต์ Business Week, อ้างถึง Dennis Keene ซึ่งทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดให้กับบริษัทเกี่ยวกับเรื่องการออกแบบ ได้พูดว่า "ลองดู Mercedes S Class, Lexus LS, และ Toyota Camry แล้วบอกผมสิว่า คุณไม่เห็น design ของ Bangle บางส่วน ไม่ว่าจะเป็น surface, backend-styling, หรือแม้กระทั่งสัดส่วน (propotions)"

ผลงานหนึ่งที่โดดเด่นอีกชิ้นก็คือ iDrive ซึ่งเป็นตัวหมุนที่อยู่ทางด้านซ้ายมือของคนขับ มีความสามารถในการบังคับอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ต่างๆในรถยนต์ BMW ซึ่งเทคโนโลยีแบบ iDrive นี้ ก็สามารถพบได้ในรถยนต์ Mercedes Benz ด้วยเช่นกัน

รวมๆแล้ว งานที่ Chris Bangle ได้ออกแบบให้กับ BMW นั้นมีแทบจะทุก model ไล่ไปตั้งแต่ series 1, 3, 5, 6, และ 7 รวมไปถึง X3, X5 และ X6 (E81 / E82 / E87 / E88, E90 / E91 / E92 / E93, E60 / E61, E63 / E64 ,E65 / E66 และ E53) (ข้อมูลจาก Wikipedia)

งานตัวสุดท้ายที่ Chris Bangle ได้ประกาศไว้ว่าเป็นงานที่เค้าอยากจะทำมากที่สุดก็คือ BMW ตัวที่ชื่อว่า Gina ที่เปลี่ยนจากการใช้เหล็กหรือ fiber glass มาสร้างรถยนต์ เป็นการใช้ผ้า ที่เค้าเรียกว่า "Skin" แทน ทั้งนี้เพื่อให้สามารถเปลี่ยนรูปร่าง และ aerodynamics ได้ขณะขับขี่

ด่านล่างนี้ขอรวมรูปผลงานของ Chris Bangle นะครับ (จากเว็บไซต์ Business Week)









นี่คือตัว Gina ที่พูดถึง

วันอังคารที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒

เที่ยวกรุงเทพ we love bkk!



อีกครั้งที่ได้อุดหนุนหนังสือของพี่อุ้ม สิริยากร คราวนี้ชื่อหนังสือว่า "เที่ยวกรุงเทพฯ" หนังสือเล่มนี้ คุณอุ้มเคยบอกไว้ตอนเขียนว่า จริงๆแล้วกรุงเทพนี่มีอะไรให้เที่ยวเยอะมากๆเลยนะ หลายๆที่ที่เราไม่รู้มาก่อนเลย

อย่างไรก็ตาม จริงๆแล้วเหตุผลที่ซื้อคงจะบอกได้ว่า 50% เป็นเรื่องของเนื้อหาภายในเล่ม แต่อีก 50% เป็นเรื่องของ layout design รูปเล่มที่สวยงามตามสไตล์

แค่มาแนะนำให้ได้รู้จักกันครับ

วันอังคารที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

เรื่องเล่าหน้าเตาถ่าน



หยุดปีใหม่นี้ไม่ได้ไปเที่ยวไหน.. อยู่บ้านตลอด 10 วันที่ได้หยุดยาวๆนี้ เลยตั้งใจว่าจะตั้งหน้าตั้งตาเขียนหนังสือ และ อ่านหนังสือให้ได้เยอะๆ (แต่ว่าบัดนี้ผ่านมา 4 วันแล้ว เพิ่งจะเขียนหนังสือไปได้สองหน้า และ อ่านหนังสือไปได้แค่ 10กว่าหน้าเท่านั้นเอง) อย่างไรก็ตาม วันนี้ไปเดินร้านหนังสือมา ได้ไปพบหนังสือของพี่อุ้ม สิริยากร ที่ทุกครั้งที่ได้เห็นหนังสือ ผมก็มักจะซื้อเอามาเก็บไว้ ทั้งๆที่บางครั้งก็ไม่ได้อ่าน หรือบางครั้งเรื่องราวในหนังสือไม่ได้ match กับ lifestyle ของผมซักเท่าไร่ แต่ว่าที่ซื้อก็เพราะว่า design ที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ในทุกๆเล่ม

ครั้งนี้ก็เช่นกัน ผมซื้อหนังสือที่มีชื่อว่า เรื่องเล่าหน้าเตาถ่าน เป็นหนังสือสอนทำกับข้าว (บอกแล้วว่าเนื้อหาไม่เหมาะกับผม) ซึ่งครั้งแรกที่หยิบดูคือ design ภาพรวมของหนังสือ ภาพถ่าย นอกจากนี้พอได้อ่านๆดูคร่าวๆ ก็พอว่าวิธีการเขียนหนังสือนั้น อ่านง่าย ไม่ทำให้ยุ่งยากซับซ้อน

จริงๆแล้ว หนังสือของพี่อุ้มไม่ได้ออกแบบได้สวยโดดเด่นกว่าคนอื่นมากมาย ถ้าพูดถึงหนังสือของสำนักพิมพ์อืนๆก็มี design ออกมาสวยๆ มากมาย บางเล่มดูหน้าปกแล้วสวยมาก อยากอ่าน เหมือนหนังสือต่างประเทศ แต่พอหยิบดูด้านในแล้ว ก็ไม่ได้สวยอย่างที่เห็น (คือว่าสวยแต่หน้าปก) หรือพอหยิบดูด้านในแล้ว ภาพ graphic อะไรก็ไม่รู้เยอะแยะมากมาย รกไปหมด

เอาเป็นว่า วันนี้แนะนำให้ลองหยิบหนังสือเล่มนี้ที่ร้านหนังสือมาดูละกันครับ ไม่ได้ค่าสปอนเซอร์แต่อย่างใด

วันจันทร์ที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

China web design



เข้าเว็บแล้วอ่าน blog ไปเรื่อยๆ เจอเว็บของจีนอยู่เว็บหนึ่ง มีการวาง layout และ design ได้ยุ่งดีมากๆ เห็นแล้วมึน text เยอะไปหมด เลยเอามาฝากกัน

หรือจะเข้าไปดูของจริงได้ที่ http://www.people.com.cn

วันเสาร์ที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

S&P ที่สุวรรณภูมิ

วันนี้ไปแวะสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินแห่งความภาคภูมิของคนไทยมาครับ วันนี้ไปรับคนกลับมาจากต่างประเทศ ไปถึงก่อนเวลาเลยมีเวลามากพอที่จะให้ได้เดินเล่นกัน

เดินไปเดินมาหาของกินไปเรื่อยก็พบกับร้าน S&P ที่ตั้งอยู่บริเวณชั้น 3 ของสนามบิน มีการนำไม้มาวางเป็นตารางสี่เหลี่ยมแนวทแยง ดูแล้วแปลกตาดี โดยไม้แต่ละชิ้นนั้นก็ไม่ได้ดูพิเศษอะไรมาก มีแต่เหลี่ยมของไม้ที่มีไว้รับกับแสงที่ส่องมาจากเพดานด้านบน และอีกด้านของไม้ที่ไม่ได้รับกับแสงก็จะเกิดเงามืดบริเวณนั้นขึ้น ทำให้ภาพรวมๆของไม้แนวตารางทแยงนี้ดูดีมีมิติสุดๆครับ

จ้องไปจ้องมา (เพราะนั่งอยู่ตรงนั้น) ก็สังเกตุเห็นว่า แต่ละด้านของไม้นั้น มีสีที่แตกต่างกัน มีสีสว่างบ้าง เป็นสีไม้โอ๊คดำบ้าง สลับกันไปแบบมี pattern และเป็น pattern ที่หาได้ยากจริงๆ เพราะว่าดูตั้งนาน จนตอนหลังต้องไปยืนจ้องใกล้ๆว่า ตกลง pattern นี่มันมีการ repeat กันตรงไหนบ้าง (อธิบายมาไม่รู้ว่าเข้าใจกันมั้ย) เอาเป็นว่า ถ้ามีโอกาสได้ไปสนามบิน ลองไปดูร้าน S&P นะครับ เป็นการออกแบบร้านที่ทำได้ดู simple มากๆ แต่ว่าดีและ work สวยงามสุดๆครับ


วันพุธที่ ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๑

Logo (Part2)

ว่าแล้วอยากจะหยิบยกเอา logo ดีดีที่มีความหมายในตัวเองและประวัติที่น่าสนใจมา review ให้ได้อ่านกัน แต่ว่าจะเอาเยอะๆ ก็ไม่ไหว (เขียนแล้วเหนื่อย) ก็เลยคิดว่า เอาซัก 4 logos ในครั้งนี้ก่อนละกัน


เริ่มต้นด้วย Logo ที่หลายคนบนโลกนี้รู้จัก นั่นคือ logo ของ Microsoft, logo นี้ออกแบบโดย Microsoft เอง (Scott Baker) ในปี 1987 ทั้งๆที่บริษัทนี้เป็นที่รู้จักมาตั้งแต่ปี 1970 แล้ว แต่ว่ารู้จักกันในนามของ Micro-Soft โดยความหมายของขีดที่อยู่ตรงกลางระหว่างตัว O กับตัว S นั่นหมายถึง ความเร็ว หรือ Speed นั่นเอง


ตามมาติดๆ ด้วย logo ของบริษัทรถยนต์ที่เป็นที่รู้จักกันดี Mitsubishi (มิตซูบิชิ) โดยตัว logo นั้นออกแบบในปี 1870 โดย Yataro Iwasaki ซึ่งตัว logo นั้นมีความหมายตามชื่อ Mitsubishi ของมัน เนื่องจากในภาษาญี่ปุ่นคำว่า "Mitsu" นั้นแปลว่า สาม ส่วนคำว่า "hishi" นั้นหมายถึง เพชร แต่พอเวลาเอามาเรียกเข้าด้วยกันแล้วเลยออกเสียงว่า "Mitsubishi" ดังนั้นตัว logo เลยออกมาเป็นรูปเพชรสามอันที่มีมุมด้านหนึ่งมาชนกันตรงกลางนั่นเอง


Logo ต่อมายังไม่ไกลจากธุรกิจรถยนต์เท่าไร่นัก นั่นคือ logo รถยนต์ Mazda, logo นี้ได้ถูกปรับในปี 1997 จาก logo ตัว 'M' ในอดีตให้มาเป็นรูปตัว 'M' ที่มีรูปทรงคล้ายตัว 'V' แบบนี้แต่ว่ามีการยืดให้กว้างขึ้น โดยความหมายนั้น ทาง Mazda ต้องการให้เป็นสัญลักษณ์รูป ปีก ที่เปิดรับพร้อมจะก้าวสู่อนาคต


Logo ที่ 4 เป็น logo ที่หลายคนคุ้นตากันดี logo ของบริษัท Unilever ที่ออกแบบในปี 2004 โดย Wolff Olins ที่ได้นำเอา logo รูปตัว 'U' ซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์อันเก่าแก่ตั้งแต่ปี 1970 มาใช้ สำหรับ concept ของ logo นี้ก็คือ "to add vitality to life" โดยในตัว logo รูปตัว U นี้ ประกอบไปด้วยภาพ illustration ทั้งหมด 25 ภาพที่แสดงให้เห็นถึงความเป็น Unilever ได้อย่างชัดเจน เช่น ภาพช้อน หมายถึง โภชนาการ, ภาพเสื้อ หมายถึงการซักผ้าที่สะอาด, หรือภาพผึ้งที่หมายถึงความขยันในการทำงาน




(ข้อมูลจาก http://www.unilever.co.uk/ourcompany/aboutunilever/introducing_unilever/ourlogo/ และเว็บไซต์ http://worldsbestlogos.blogspot.com/2008/01/unilever-logo.html)