rgb72 Blog, Technology, Internet Marketing, Hardware, Software, and Web Design Reviews

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน ค.ศ. 2009

Michael Jackson กับ Internet


ช่วงนี้ต้องเกาะกระแส ซึ่งจะหนีไปไหนไม่ได้นอกจากเรื่องของ Michael Jackson

CNN.com มีการเขียนข่าวถึงการจากไปของ Michael Jackson ซึ่งมีข่าวหนึ่งพูดถึง Michael Jackson กับ Internet (Jackson dies, almost takes Internet with him http://edition.cnn.com/2009/TECH/06/26/michael.jackson.internet/index.html) ว่า "มีคนเพียงไม่กี่คนบนโลกนี้ที่สามารถทำให้อินเตอร์เน็ทล่มได้ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ Michael Jackson" เพราะหลังจากข่าวการเสียชีวิตของ Michael Jackson นั้น ทำให้มีคนเข้าไปค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการเสียชีวิตของเค้าเป็นจำนวนมาก

ทาง Google แจ้งว่า เวลาประมาณ บ่าย 2.40 ถึง 3.15 ของวันศุกร์ ผู้ใช้บริการข่าวของ Google นั้นมีปัญหาในการเข้าถึงข้อมูลข่าวที่เกี่ยวข้องกับ Michael Jackson นอกจากนี้ ่ตัววัดผลของ Google ที่เรียกว่า Google Trends นั้น จัดให้ความพีกของกระแส Michael Jackson นั้นอยู่ในระดับที่เรียกว่า "Volcanic" หรือ ภูเขาไฟระเบิด

ทาง CNN เองก็โดนไม่แพ้กัน CNN แจ้งว่าจำนวนผู้เยี่ยมชมข่าวของ CNN นั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 20ล้าน page views ใน 1 ชม. ส่วน twitter ก็มีปัญหาให้ต้องได้ล่มกันในวันนั้นด้วย

สำหรับเว็บไซต์ข้อมูลอย่าง wikipedia ได้แจ้งว่า ในวันนั้นมีคนเข้ามา edit แก้ไขข้อมูลของ Michael Jackson เกือบจะ 500 ครั้ง ภายใน 24 ชม. ซึ่งทำให้ wikipedia เองอยู่ในขั้นที่เรียกว่า "Temporarily overloaded"

นอกจากนี้ AOL Instant Messenger โปรแกรม chat ของ AOL ที่เป็นที่นิยมใช้กันมากในอเมริกา ได้ออกมาประกาศว่า AIM ต้องปิดตัวลง 40 นาทีในช่วงบ่าย

ลองเข้าไปฟังเค้าอธิบายเกี่ยวกับกระแสของ Michael Jackson ที่เขย่าวงการอินเตอร์เน็ท ทำให้เกิดัวเลขที่ไม่เคยเห็นมาก่อนได้จาก link นี้ http://edition.cnn.com/2009/TECH/06/26/michael.jackson.internet/index.html#cnnSTCVideo

อ่านแล้วก็ขนลุก มีไม่กี่คนบนโลกจริงๆ ที่สามารถทำให้อินเตอร์เน็ทล่มได้

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน ค.ศ. 2009

ปัญหาของจินตนาการ

บทความทั้งหมดตัดมาจากหนังสือชื่อ "อัจฉริยะสร้างสุข" โดย หนูดี วนิษา เรช เห็นว่าดี เลยตัดมาให้อ่าน ขออนุญาติไว้ตรงนี้เลยนะครับ

"ผมมีปัญหาเป็นพันๆ เรื่องในชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เคยเกิดขึ้นจริงๆเลย" มาร์ค ทเวน

ปัญหาของการจินตนาการมีข้อเดียวคือ เราไม่รู้ว่าจะหยุดใช้เขาเมื่อใด ชีวิตของมนุษย์ส่วนใหญ่จึงเหมือนตกอยู่ในคำสาป คือ ถูกจองจำอยู่ในโลกของจินตนาการอันน่ากลัว เช่น ฉันจะล้มละลาย ฉันจะโดนทิ้ง ฉันจะไม่มีเพื่อน

ฉันจะต้องรู้สึกไร้ค่าหากฉันสูญเสียสิ่งนี้ไป ฉันจะ ฉันจะ ฉันจะ...ซึ่งเกินกว่าครึ่งของสิ่งที่เราจินตนาการไว้ จะไม่มีวันเกิดขึ้นเลยในชีวิต

เหมือนที่ฮาร์ฟ เอ็คเคอร์ นักเขียนด้านการเงินเคยเขียนไว้น่าสนใจมากว่า "สมองของคุณคือนักเขียนบทละครน้ำเน่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ มันสร้างเรื่องเหลือเชื่อขึ้นมามากมาย โดยวนเวียนอยู่กับเรื่องเศร้าโศกและหายนะ เรื่องของสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นและไม่มีวันเกิดขึ้นเลย"

สัตว์ที่เราดูถูกว่ามี 'สมองชั้นต่ำ' ไม่เห็นมันมีปัญหาวุ่นวายใจอะไร มันไม่จินตนาการเรื่องโหดร้ายมาเฆี่ยนตีตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างพวกเรา ดูๆไปแล้วพวกมันช่วงมีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่รุงรังทางสมอง และใช้ชีวิตพอเพียงอย่างที่พวกเราหลายคนปรารถนาทีเดียว

ลองดูกระรอกก่อนถึงฤดูหนาวสิคะ ทุกตัวจะพากันสะสมลูกสน ลูกนัท ไปฝังดินไว้ โดยทำหน้าที่อย่างเคร่งครัด ไม่เสียเวลาคิดเรื่องไร้สาระ เช่น ฉันเป็นกระรอกที่ซึมเศร้าเสียเหลือเกิน ดังนั้นฉันจะไม่สะสมลูกนัท หรือฉันช่างเป็นกระรอกที่ไร้ค่า ฉันรู้สึกไม่มีเรี่ยวแรงที่จะออกไปเอาลูกนัทมาฝังดินไว้กินหน้าหนาว

ทำไมมนุษย์ซึ่งมีสมองอันมหัศจรรย์จึงใช้ระบบจินตนาการผิดพลาด และปล่อยให้ระบบนี้หวนมาทำร้ายตัวเองได้อย่างน่ากลัวที่สุด ทำไมเราจึงปล่อยให้ตัวเองเป็นทุกข์และถูกจองจำอยู่ในโลกแห่งจินตนาการอันน่าสะพรึงกลัว นี่เป็นเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์สนใจหาข้อมูลอยู่ทุกวันนี้

วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม ค.ศ. 2009

Google Wave

ต้องถือว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ก็ว่าได้ Google Wave ที่พี่เอก ewit บอกว่า น่าจะเป็นจุดจบของอีเมล์ ซึ่งหลังจากดู demo presentation แล้วก็เชื่อว่าน่าจะจริง

Google Wave คือ product ใหม่ที่ทาง Google คิดขึ้นมา โดยมี concept ที่ว่า ในปัจจุบันนี้การที่เราใช้อีเมล์เพื่อสื่อสาร เมื่อเราต้องส่งหาคนหลายคน และแต่ละคนก็มีการ reply กลับมา หลายครั้งทำให้อีเมล์นั้นมีมากมายและนำมาซึ่งความสับสน

Google Wave คือ idea ที่ว่า หากเราสามารถมีศูนย์กลางในการเก็บอีเมล์ จากนั้นหากเราส่งเมล์หาคน 4 คน คนทั้ง 4 นั้นก็จะต้องเข้ามาเพื่อ access อีเมล์ที่อยู่ในศูนย์กลางเดียวกันนี้ อ่านอีเมล์อันเดียวกันนี้ ดังนั้น หากคนหนึ่ง reply หรือเพิ่มข้อความในเมล์ ก็จะปรากฎข้อความนั้น และเป็นที่มองเห็นได้ครบทั้ง 4 คน โดยการตอบกลับบนี้เป็น real-time ด้วย เรียกง่ายคือว่า หากผมกำลังพิมพ์ตอบอยู่ คนอีกคนที่เปิดอีเมล์อยู่ก็จะเห็นด้วยว่า ผมกำลังพิพม์อะไร ขึ้นมาเป็นตัวอักษรทีละตัวกันเลยทีเดียว (แทนที่จะขึ้นมาว่า "อีกฝั่งหนึ่งกำลังพิมพ์อยู่" เหมือน msn)

อธิบายแล้วอ่านไม่ค่อยเข้าใจ ลองเข้าไปดูในเว็บของ Google ดูที่ http://wave.google.com

วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน ค.ศ. 2009

Rebranding โรงพยาบาล


เมื่อไม่นานมานี้ได้มีการ rebrand เกิดขึ้นในกลุ่มของโรงพยาบาล จริงๆต้องบอกว่า ช่วงหลังนี้ โรงพยาบาลหลายๆที่ก็พยายามพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นมาก เห็นได้ชัดจากโรงพยาบาลกรุงเทพ ที่มีการสร้างตึกใหม่ขึ้นมาอีก 2-3 ตึก (ไม่แน่ใจ) โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ที่มีการสร้างตึกเพิ่มอีกหนึ่งตึก และพยายาม upgrade ความเป็น premium ของตนให้มากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งยังยิงโฆษณาทาง TV โดยใช้แคมเปญว่า "ไม่ประนีประนอม" (ในความหมายคือ ไม่ประนีประนอมกับการรักษาโรค กับการดูแลเอาใจใส่ ..​แต่เท่าที่ดูเหมือนว่า เค้าก็จะไม่ประนีประนอมเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาด้วยเช่นกัน -_-")

นอกจากนี้ยังมีโรงพยาบาลที่มีการ rebrand นอกเหนือจากการสร้างตึกใหม่ ทั้งนี้เพื่อลบภาพลักษณ์ของความเป็นโรงพยาบาลเก่าๆ น่ากลัวๆ ออก แล้วเพิ่มความทันสมัย modern เข้ามาอีก เท่าที่เห็นก็มีเช่น โรงพยาบาลพญาไท โรงพยาบาลเปาโลเมมโมเรียล และโรงพยาบาลยันฮี

กล่าวมาตั้งนาน จริงๆแล้วตั้งใจอยากจะบอกว่า จากการปรับปรุงตัวโรงพยาบาลที่เห็นมาในช่วง 1-2 ปีนี้ โรงพยาบาลที่ทำให้ผมประทับใจมากก็คือโรงพยาบาลยันฮี การ rebrand ของโรงพยาบาลยันฮี คือการปรับ Logo ใหม่ ซึ่งผมเผอิญได้ไปเห็นมาเมื่อไม่นานมานี้บนถุงยาที่วางอยู่ในบ้าน

เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า โรงพยาบาลยันฮีนั้นเด่นดังในเรื่องอะไร Logo ที่ทางโรงพยาบาลทำออกมาใหม่นั้น เป็นรูปคล้ายเครื่องหมายบวกเหมือนทั่วไป แต่หากมี graphic ที่เป็นรูปเหมือนประกายแสงที่เราเห็นจากหนังสือการ์ตูน

เห็นแล้วชอบเลย เพราะว่าดูแล้วชัดเจนมาก สื่อสารได้ตรงจุดตรงประเด็น และที่สำคัญยังได้ในเรื่องของการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน ค.ศ. 2009

ทำ wireframe แบบเร็วๆ

หนึ่งในขั้นตอนการทำเว็บไซต์ ซึ่งถือว่าเป็นขั้นตอนขั้นพื้นฐานที่เราสมควรจะทำ นั่นคือขั้นตอนการวางแผน และส่วนหนึ่งของการวางแผนที่สมควรทำที่สุด (แต่เห็นน้อยคนจะทำ) นั่นคือการทำ wireframe

การทำ wireframe คือการวาดหน้าตาโครงสร้างเว็บไซต์อย่างง่ายๆ ทั้งนี้เพื่อแสดง function ที่จะมีในหน้านั้นๆ ระบบการใช้งาน การ navigate ทั้งนี้เพื่อเช็คความเรียบร้อยก่อนที่จะลงมือทำ design ต่อไป และเพราะการไปปรับที่ design ใน photoshop เลยนั้นเป็นเรื่องที่ค่อยข้างยุ่งยากและใช้เวลามาก การทำ wireframe แบบง่ายๆ ที่ไม่จำเป็นต้องเป็น designer ก็ทำได้นั้น จะช่วยลดเวลาในการทำงานไปได้มากพอสมควร

ที่ผมเห็นคนทำ wireframe ในปัจจุบันนั้น ส่วนใหญ่แล้วจะใช้ tools อยู่ไม่กี่ตัว เช่น Illustrator, PowerPoint, Excel, Word, Visio

เผอิญว่าช่วงนี้ได้อ่าน magazine ชื่อ Practical Web Design Magazine ซึ่งอยู่ในเครือของ .net magazine อ่านมาได้ 2-3 เล่มแล้ว (ราคาเล่มละ 500 แพงเอาการอยู่แต่ว่าหากได้อ่านหมดก็คุ้มนะ) แล้วก็ได้ไป download podcast ของ Web design TV (WDTV) ลงมาดู เห็นว่ามีการพูดคุยถึงเรื่องของ tools ที่เอาไว้ช่วยทำ wireframe หรือ prototype

อ่านรวมๆแล้ว ได้ข้อสรุปมาประมาณ 4 ตัว ดังนี้

1. Protoshare (www.protoshare.com) เป็นเว็บไซต์ให้บริการสำหรับการทำ wireframe โดยสามารถเข้าดูได้ทั้งคนทำและลูกค้า โดยเว็บนี้จะคิดค่าบริการเป็นรายเดือนไป แล้วแต่ package



2. Axure (www.axure.com) โปรแกรม Axure สำหรับ PC เท่านั้น ตัวนี้แนะนำสุดๆ (ใน podcast ก็มีการสอนใช้โปรแกรมนี้ถึงสองตอน) ดูหน้าตาแล้วก็น่าใช้ดี ท่าทางจะใช้ง่าย



3. Balsamiq (www.Balsamiq.com) ตัวนี้เป็น application ของ AIR แต่ดูจาก interface แล้ว เหมือนว่าจะดูเด็กไปนิด

4. Flash Catalyst (http://labs.adobe.com/technologies/flashcatalyst/) โปรแกรมจาก Adobe ที่มีข่าวมาประมาณ 1ปีได้แล้วว่าจะทำการเปิดตัวออกมาพร้อมกับตัวโปรแกรม commercial อื่นๆ




ต้องบอกว่า ตอนนี้ยังไม่ได้ลองเลยซักโปรแกรมหนึ่ง แต่ว่ากำลังจะลองตัว Axure เพราะคิดว่าน่าจะ work ส่วน Protoshare นั้นมีให้ลอง 30วัน เดี๋ยวจะลองเข้าไปทดสอบดูด้วยอีกทาง ส่วนสองตัวหลัง Balsamiq กับ Flash Catalyst นั้น ดูเหมือนจะต้องรอดูกันไปก่อน เพราะว่าตัว Balsamiq นั้น interface ดูไม่น่าใช้งาน เอาไปให้ลูกค้าดูคงไม่ค่อย pro ส่วนตัว Flash Catalyst นั้น ตัวที่ใช้งานได้ยังไม่ออกมาให้เราได้ทดสอบกันเลย

** ข้อมูลจาก PodCast Web Design TV (WDTV) และ จดหมายจาก Juan Sanchez เรื่อง Planning Tools จาก Practical Web Design Magazine ฉบับที่ 185 เดือนกุมภาพันธ์ 2552 **